การสวดมนต์เป็นอีก 1 วิธีที่ใครหลายๆคนนั้นใช้เพื่อฝึกตัวเองและสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็สามารถทำได้ และยังทำได้ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย นับว่าเป็นหนึ่งในวิธีปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง อีกหนึ่งบทสวดมนต์ที่เป็นที่นิยมกันมากนั่นคือ บทแผ่เมตตานั่นเอง เพราะเป็นบทสวดมนต์ที่จะอุทิศบุญกุศลต่างๆ ที่เราได้เคยทาให้กับเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นการส่งกระแสจิตอันดีให้แก่โลกใบนี้ อีกทั้งยังช่วยให้จิตใจอ่อนโยนและสงบสุขอีกด้วย ซึ่งการสวดบทแผ่เมตตานี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องการให้โลกใบนี้มีแต่ความสงบสุข สร้างสันติสุขให้เกิดแก่โลกใบนี้ และเมื่อตัวเองได้รับความสุขแล้วก็อยากเผยแผ่ความสุขให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก การแผ่เมตตานั้นสามารถแผ่ให้ได้ทั้งสัตว์โลก ผู้ที่ล่วงลับ มนุษย์ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงเทวดา สัมภเวสี สัตว์นรก และยังสามารถแผ่เมตตาให้ตัวเองได้อีกด้วย วันนี้เราจะพามารู้จักกับบทแผ่เมตตา ซึ่งหากใครสนใจ เพียงแค่10-15 นาทีก่อนนอน ก็สามารถสร้างความสงบในจิตใจได้แล้ว จะมีบทไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

บทแผ่เมตตา

มาเริ่มกันที่คาถาบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย หรือสัตว์ใหญ่ รวมถึงสัตว์ที่เราเคยได้เบียดเบียน เคยนำมาทำอาหารเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นบทที่ทุกคนคุ้นเคยกันเลยก็ว่าได้ ก่อนสวดนั้นให้ทำใจให้สงบ นึกถึงบุญที่เราได้เคยกระทำมา พร้อมกับสวดบทนี้

 

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ

อะนีฆา โหนตุ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

มาถึงบทต่อไปคือบทที่ใช้แผ่เมตตาให้กับตัวของเราเอง ในเมื่อเราได้แบ่งกระแสแห่งความเมตตาให้คนอื่นแล้ว การแผ่เมตตาให้ตัวเองจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากเหมือนกัน เพราะเป็นเหมือนเราได้ตักน้ำเติมในตุ่มของเราเองในทุกๆวัน ก่อนที่จะเผื่อแผ่ไปให้กับคนอื่นนั้นเอง อานิสงส์คือจะช่วยให้ปราศจากอุปสรรคและอันตรายทั้งหลาย รวมถึงคนที่คิดร้ายก็จะไม่กล้าคิดร้ายต่อตัวเราด้วย ซึ่งบทแผ่เมตตาให้กับตัวเองนั้นมีดังนี้

 

อะหัง สุขิโต โหมิ อะหัง นิททุกโข โหมิ

อะหัง อะเวโร โหมิ อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ

 

ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

บทแผ่เมตตา

นอกจากนี้บทแผ่เมตตาแบบพรหมวิหาร 4 ยังเป็นทิ่นิยมสำหรับการสวดแผ่เมตตาอีกด้วย เพราะเป็นบทที่ครอบคลุม และมีอานุภาพที่ค่อนข้างสูง โดยบทแผ่เมตตาแบบพรหมวิหาร 4 มีดังนี้

 

บทแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

บทกรุณา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

 สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ จงพ้นจากทุกข์เถิด

บทมุทิตา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด

              

บทอุเบกขา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

กัมมัสสะกา เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กัมมะทายาทา เป็นผู้รับผลของกรรม

กัมมะโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด

กัมมะพันธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปะฏิสะระณา เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะริสสันติ กระทำกรรมอันใดไว้

กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

บทแผ่เมตตา

หลังจากสวดบทที่ผ่านมาจบแล้ว ให้กรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคู่กรรมคู่เวร คนที่เคยผิดพลาดหรือล่วงเกินกันมาตั้งแต่ในอดีตนับภพนับชติไม่ถ้วน เพราะตามความเชื่อแล้วเราต่างเกิดมาหลายภพหลายชาติ และเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า ภพชาติไหนเราไปทำอะไรใครไว้ การกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะหากเป็นกรรมหนัก ก็จะบรรเทาให้จากหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ร้ายกลายเป็นดี หมดบ่วงแห่งกรรมซึ่งกันและกัน โดยระหว่างที่กรวดน้ำนั้นให้ว่าดังนี้

ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนายบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

สำหรับอานิงสงส์ของการแผ่เมตตานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า หากใครเป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศล แผ่เมตตาเป็นประจำแล้ว จะทำให้มีความสุขตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่ง นอน ยืน เดิน แม้กระทั่งในฝัน เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย รวมทั้งเหล่าสัตว์ต่างๆ จะเดินทางไปที่ไหนก็จะปลอดภัยแคล้วคลาด ได้รับการคุ้มครองจากเทวดาเป็นอย่างดี จิตใจเป็นสมาธิได้ง่าย สีหน้าผิวพรรณวรรณะผ่องใส และเมื่อละจากโลกนี้ไป ก็จะไปแต่สุขคติภูมิ ไม่ไปทุกขคติภูมิเลย ดังนั้นการแผ่เมตตานั้น แม้จะทำเพียงไม่นาน แต่อานิสงส์แรงมาก จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นในการเกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง.