พญาครุฑนับว่าเป็นสัตว์ในตำนานของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ซึ่งได้ปรากฎในวรรณคดีหลายเรื่องเช่นในเรื่อง เป็นสัตว์ในเทพนิยายของมหาภารตะ โดยเชื่อว่าครุฑนั้นเป็นจ้าวแห่งเวหาอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา หรือสวรรค์ชั้นที่ 1 ตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายพุทธ ในอดีตครุฑกับนาคนั้นเปรียบเสมือนพี่น้องกัน แต่เกิดเหตุที่ทำให้ทะเลาะกันจนกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันในที่สุด

สัตว์ในตำนาน

ความเชื่อของคนไทยนั้น ครุฑถือว่าเป็นพญาแห่งนกซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ มีรูปร่างได้หลายรูปแบบ โดยหลักๆนั้นแบ่งได้ 5 ประเภทคือ

  1. ครุฑที่รูปร่างเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป แต่มีปีกงอกออกมาจากกลางหลัง
  2. มีลักษณะรุปร่างเป็นมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีหัวเป็นนก มีปีก
  3. มีรูปร่างท่อนบนเป็นมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีหัวและมาส่วนขาเป็นนก มีปีก
  4. มีรูปร่างลักษณะตัวเป็นนกทุกอย่าง แต่มีหัวเป็นมนุษย์ มีปีก
  5. รูปร่างเป็นนกทั้งตัว มีปีก
พญาครุฑ

ครุฑโดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะตัวสูงใหญ่ มีอานุภาพและกำลังมหาศาล บินได้เร็วและแข็งแรงมากๆ แถมยังฉลาด หลักแหลม มีสัมมาคารวะ บางความเชื่อถึงกับบอกว่า เพียงแค่ครุฑกระพือปีกเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเกิดลมพายุพัดประเทศไทยให้หายไปได้เลย ซึ่งครุฑจะได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่ว่าอาวุธชนิดไหนก้ไม่สามารถทำให้ล้มตายได้ อย่างมากสุดก็ทำให้เกิดความระคายเล็กน้อย แม้อาวุธของพระอินทร์ที่ฟาดลงมาก็ทำได้แค่ขนของครุฑหลุดออกมาแค่เส้นเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ครุฑจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สุบรรณ” ซึ่งมีความหมายว่า “ขนวิเศษ” นั่นเอง

ในความเชื่อทางพุธศาสนา ครุฑนั้นถือว่าเป็นเทวดาชั้นต่ำ ซึ่งอดีตเคยเป็นมนุษย์แต่ทำบุญเจือความโมหะ ด้วยบุญที่ทำเลยทำให้มาเกิดเป็นครุฑ ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา หรือสวรรค์ชั้นที่ 1 นั่นเองโดยเหล่าครุฑทั้งหลายจะถูกปกครองโดยท้าว วิรุฬหก ครุฑชั้นสูงผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาในทิศใต้ โดยครุฑนั้นมีต้นกำเนินทั้งหมด 4 รูปแบบ คือแบบโอปปาติกะ หรือเกิดและโตเลย ซึ่งเป็นครุฑชั้นสูงมีบุญมาก แบบชลาพุชะ คือเกิดในครรภ์ของมารดาเหมือนมนุษย์นั้นเอง ซึ่งครุฑที่เกิดแบบนี้ยังถือว่าเป็นครุฑชั้นสูง ต่อมาเกิดแบบอัณฑชะ หรือเกิดจากไข่ โดยจะค่อยๆเติบโตออกมานั้นเอง ส่วนสุดท้ายคือเกิดแบบสังเสทชะ คือเกิดจากขี้ไคลและสิ่งหมัดหมมต่างๆ โดยเป็นครุฑที่ชนชั้นต่ำที่สุด ซึ่งทั้งหมดจะมีถิ่นอาศัยตั้งแต่บนโลกมนุษย์ ป่าหิมพานต์ รอบๆเขาพระสุเมรุ ไปจนถึงบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชกิกาเลยที่เดียว

ผู้ปกครองครุฑ

ครุฑที่เกิดในชนชั้นสูงนั้นจะมีผิวกายรวมถึงจนเป็นสีทองอร่าม มีเครื่องประดับต่างๆไม่ต่างจากเทพบุตร เทพธิดาทั่วๆไป มีความเป็นอยู่คล้ายเทวดา มีวิมาณเป็นของตัวเองพร้อมทั้งบริวาร มีความสามารถในการแปลงกาย และกินอาหารทิพย์แบบเดียวกับเทวดา แต่ก็มีครุฑบางตัวที่ชนชั้นลดหย่อนลงมาก็จะกินผลไม้ไปจนกระทั่งเนื้อสัตว์ เพราะยังมีเศษกรรมที่ได้กระทำในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ ทำให้เกิดเป็นกึ่งเทวดากึ่งสัตว์เดรัชฉาน ซึ่งตามบันทึกในพระไตรปิฎกนั้น หากมีกรรมก็จะแปลงกายลงไปเป็นนายนิรบาลเพื่อทำหน้าที่ทรมาณสัตว์นรกเช่นกัน

ครุฑจับนาค

มาพูดถึงตำนานครุฑกับนาคผู้ที่เปรียบเสมือนคู่อริตลอดกาล ทั้งๆที่ในอดีตนั้นปรองดองกันเสมือนพี่น้อง โดยทั้งคู่นั้นถูกเล่าขานว่าเป็นสัตว์กายสิทธิ์ ครุฑและนาคมีบิดาองค์เดียวกัน คือมหาฤาษีกัสยะปะ แต่มีแม่คนละแม่โดยแม่ของครุฑนั้นเป็นเมียหลวง ส่วนแม่ผู้ให้กำเนิดนาคนั้นเป็นเมียน้อย ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ไม่ถูกกันเป็นอย่างมาก จนสุดท้ายส่งผลกระทบไปยังลูกๆของตัวเอง ให้ทะเลาะกันไปด้วย ซึ่งนี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ครุฑกับนาคจากที่เป็นที่น้องกัน กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่เห็นกันไม่ได้เลยทีเดียว

ตามตำราตำนานความเชื่อต่างๆ นาคนั้นนับว่าเป็นอาหารชั้นดีของครุฑเลยก็ว่าได้ จนกลายเป็นเรื่องเล่าว่าในอดีตนั้น เวลาครุฑจะบินโฉบลงมาเพื่อจับนาคกินเป็นอาหาร จับใช้กรงเล็กจับตรงลำตัวครึ่งบน นาคหากรู้ว่าครุฑจะลงมาโฉบจึงได้กลืนหินลงท้องเพื่อให้ลำตัวหนัก เมื่อครุฑลงมาจับจึงทำให้บินลำบาก นาคจึงอาศัยจังหวะนั้นในการพ่นพิษใส่ครุฑ จนครุฑอ่อนแรงตกลงในน้ำกลายเป็นอาหารของนาคแทน ภายหลังเหล่าครุฑรู้ จึงใช้กรงเล็บจับที่ปลายหางและห้อยหัวนาคลง เพื่อให้ก้อนหินหลุดออกจากตัวนาค

ครุฑจับนาค

แต่ใช่ว่าครุฑทุกตัวจะสามารถจับนาคทุกตัวไปกินเป็นอาหารได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับบุญบารมีของครุฑกับนาคตัวนั้นด้วย หากนาคตัวนั้นมีบุญบารมีหรือเกิดในตระกูลสูงกว่าครุฑตัวนั้น ก็จะไม่สามารถโฉบเอาพญานาคตัวนั้นไปกินได้ ครุฑจะจับได้เฉพาะนาคที่มีบารมีและชนชั้นน้อยกว่าตัวเองเท่านั้น

จาตุมหาราชิกา

พญานาคนั้นจะมีวิมานหรือที่อยู่อันเป็นทิพย์อยู่ในเมืองบาดาล ส่วนครุฑนั้นได้มีวิมาณทิพย์อยู่บนเชิงเขาไกรลาส ตามตำนานนั้นองค์พญาครุฑมีชื่อว่า ท้าวเวนไตย หรือเรียกอีกชื่อว่าท้าวสุบรรณ มีผิวหนังและจนสีทอง มีรัศมีเปล่งประกายออกจากลำตัว นับว่าเป็นครุฑที่มีพลังอำนาจและบารมีสูงที่สุดในหมู่บรรดาครุฑทั้งหลาย และเป็นผู้ปกครองครุฑทั้งปวง  ตามปกติแล้วครุฑทั่วไปจะอาศัยเกาะอยู่ตามต้นงิ้ว กินผลงิ้วและเกสรดอกไม้ น้ำหวานจากดอกงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกของพญาครุฑนั้นจะเติบโตโดยนับอายุตามข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งหากลูกครุฑตนไหนมีบุญมาก บุญกุศลก็จะนำพาให้ต้นงิ้วเกิดผลและดอกมาก ลูกครุฑก็จะโตไวตามบารมีนั้นด้วย

ครุฑ

ครุฑนั้นมีกายทิพย์และเมืองทิพย์ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองลับแล เช่นเดียวกับพญานาค พูดง่ายๆคือจะมีเมืองอีกมิติหนึ่งซึ่งทับซ้อนกับโลกมนุษย์อยู่ คนที่จะพบเห็นครุฑและนาคได้นั้นต้องเป็นคนที่มีบุญร่วมกันมา หรือเป็นผู้ที่ปฎิบัติธรรมมั่นคงจนได้ญาณในระดับหนึ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้มีร่างกายอันเป็นทิพย์ที่ละเอียดกว่าดวงตาของมนุษย์จะมองเห็น ซึ่งเรื่องราวของครุฑนั้นเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ และมีความอัศจรรย์มากกว่าเรื่องราวของพญานาคด้วยซ้ำ เพียงคนทั่วไปไม่ค่อยสนใจและศึกษามากเท่าที่ควร

เรือพระที่นั่ง

 เพราะในความเชื่อของศาสนาฮินดู ได้นับถือครุฑว่าเป็นเทพสำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ซึ่งสอดคล้องมากับความเชื่อของคนไทยที่ได้เอาครุฑไปเป็นตราแผ่นดิน รวมทั้งปางนารายณ์ทรงครุฑก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของกษัตริย์ไทยที่คนไทยยังเชื่อว่าเป็นสมมุติเทพนั้นเอง สังเกตได้หากมีขบวนเสด็จนั้น รถพระที่นั่งที่มีธงครุฑคือรถที่พระมหากษัตริย์ทรงประทับอยู่นั่นเอง อีกทั้งในเรือพระที่นั่งก็ยังคงมีครุฑเป็นองค์ประกอบ จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าครุฑนั้นเป็นเรื่องจริงที่อยู่อีกมิติหนึ่ง หากคุณเชื่อว่าพญานาคมีจริง เรื่องราวของพญาครุฑนั้นก็ย่อมเกิดได้จริงเช่นกัน.