ใน 1 ปีนั้นมีทั้งหมด 12 เดือน ซึ่งเราได้ใช้ชีวิตวนอยู่ในลูป 12 เดือนนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่จะมีใครเคยคิดไหมว่าชื่อเดือนแต่ละเดือนนั้น ใครเป็นคนกำหนดขึ้นมา และความหมายของแต่ละเดือนนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีที่มาที่ไป ต้องย้อนไปถึงเรื่องความเชื่อของคนโบราณกันเลยทีเดียว เพื่อที่จะได้รู้ที่มาความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลมาถึงในยุคเราแม้จะผ่านมานับพันปีกับตำนานชื่อเดือนทั้ง 12 เดือนนับว่าเป็นเรื่องราวที่น่าอ่านและน่าศึกษาเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าต้นกำเนิดและที่มาของเดือนที่เราใช้กันนั้นเป็นอย่างไร

ปฎิทินเก่า

ชื่อเดือนทั้ง 12 เดือนที่เราคุ้นหูและใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มาจากชื่อคนสำคัญ ตัวเลข รวมไปถึงเทพในตำนานความความเชื่อของผู้คนในอดีต แล้วทำไม 1 ปีต้องมี 12 เดือนหละ และชื่อต่างๆนั้นเริ่มมาจากไหนแล้วรู้ไหมว่าจุดเริ่มต้นจริงของปฎิทินอันแรกของโลกนั้นมีเพียง 10 เดือนเท่านั้น  ก่อนที่จะมี 12 เดือนอย่างในปัจจุบันต้องย้อนกลับไปในช่วงของ จูเลียส ซีซาร์ ผู้ที่กำหนดปฎิทินให้ 1 ปีมี 12 เดือนนั้นเอง แต่ก่อนอื่นนั้นต้องย้อนเรื่องราวทั้งหมดไปหาจุดเริ่มต้นของการทำปฏิทินอันแรกของโลกกัน

จูเลียส ซีซาร์

ในช่วง 753 ปีก่อนคริสตกาลนั้น กษัตริย์โรมิวลุส ผู้เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปกครองกรุงโรม ได้ประดิษฐ์ปฏิทินขึ้น  ซึ่งใช้หลักการคำนวณโดยการนับวันและเดือนตามหลักของจันทรคติ ซึ่งทั้งหมดจะมีเพียง 10 เดือนเท่านั้น เพราะชาวโรมันในอดีตนั้นเชื่อว่าถ้าเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว จะเป็นฤดูแห่งความตาย ดังนั้นประชาชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ในสภาสูงสุดของกรุงโรมจะไม่ทำกิจกรรมใดๆในช่วงนั้น พวกเค้าจึงเลือกที่จะตั้งชื่อเดือนให้กับช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคมเท่านั้น

แต่สุดท้ายแล้วชื่อของเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ก็ถูกเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง เมื่อกษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ขึ้นครองกรุงโรม ก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงปฏิทินให้นับในรูปแบบสุริยคติแทน โดยได้เพิ่มมกราและกุมภามาอยู่ช่วงต้นปีอีกด้วย และในปี ค.ศ. 1582 พระสันตปาปาเกรกอรี่ที่สิบสาม ก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนปฎิทินจองซีซาร์อีกครั้ง โดยทำการปรับวันที่สั้นลง จาก 365.25 วันเป็น 365.2425 วันเพื่อให้เกิดความแม่นยำทางสุริยคติมากกว่า และได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้เอง ซึ่งตำนานชื่อเดือนทั้ง 12 เดือนนั้น จะมีที่มาอย่างไร และเรื่องราวแบบไหน ไปดูกัน

เทพ janus

เริ่มที่เดือนมกราคม (January) เดือนนี้มีชื่อมาจากชื่อของเทพเจ้าโรมันที่ชื่อว่า เจนัส เทพแห่งการเริ่มต้นและผู้อยู่ปกป้องประตู ตามตำนานเล่าว่าเจนัสนั้นเป็นเทพที่สองหน้า โดยที่ใบหน้าแรกจะมองไปยังอดีต และใบหน้าที่สองมองไปสู่อนาคต นอกจากนี้ในยุคโรมันโบราณนั้น ประตูของวิหารเทพเจ้าเจนัสจะเปิดเฉพาะเวลาที่มีสงคราม แต่ในเวลาที่บ้านเมืองสงบสุข ประตูก็จะถูกปิดเอาไว้นั้นเอง

เทพกรีก

ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ (February) ซึ่งมีที่มาจากภาษาละตินคือคำว่า Februa แปลความหมายคือการชำระล้าง  และชื่อเดือน Februarius ของปฏิทินโรมันสมัยโบราณนั้นยังได้ตั้งชื่อตามเทศกาล Februalia ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลแห่งการชำระล้างอีกด้วย ซึ่งชาวโรมันจะถวายของเซ่นไหว้และบูชายันเทพแห่งความตาย และเปลี่ยนช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก่อนเริ่มนับเดือนแรกตามปฏิทินของโรมิวลุสอีกด้วย

เทพกรีก

ในเดือนมีนาคม ( March ) นั้นได้ตั้งชื่อตามเทพเจ้าสงครามในอดีตอย่างเทพ Mars นั้นเอง เพราะนับจากเดือนแรกที่กองทัพจะเริ่มกลับมาฝึกซ้อมหลังจากหมดช่วงฤดูหนาว และทหารจะกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์

เดือนเมษายน ( April ) ชื่อเดือนนี้มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคำว่า Aperio ซึ่งแปลว่าการเปิด โดยเป็นเดือนที่ริเริ่มการทำเพาะปลูก เริ่มหว่านพืชผลและเป็นการเริ่มต้นการเดินทางเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย

เทพี

เดือนพฤษภาคม ( May ) เดือนนี้ได้ถุกตั้งชื่อตามเทพี Maia ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นเทพีแห่งแผ่นดิน มีหน้าที่ในการดูแลพืชพรรณและบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย เนื่องจากเป็นเดือนที่จะก้าวสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว พร้อมกับความร้อนที่กำลังจะเข้ามาเยือนนั้นเอง

เทพเจ้ากรีก

เดือนมิถุนายน ( June ) เดือนนี้ถูกตั้งชื่อตามเทพีโรมันอย่าง Juno ผู้เป็นเทพีแห่งการแต่งงานและความงดงามรวมถึงความเป็นอยู่ของผู้หญิง โดยในยุคปัจจุบันนั้นเราจะเรียกเจ้าสาวที่แต่งงานในเดือนนี้ว่า June Bride

กษัตริย์โรมัน

เดือนกรกฎาคม ( July ) ชื่อเดือนนี้ถูกตั้งขึ้นมาจากจูเลียส ซีซาร์นั้นเอง โดยเดือนนี้ตั้งตามชื่อของเค้าหลังจากที่ได้เสียชีวิตลงไปในช่วง 46 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นการให้เกียรติจูเลียส ที่ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการปรับปรุงปฏิทินกรุงโรม ซึ่งมีผลมาจนถึงปัจจุบันนี่เอง

ที่มาชื่อเดือนสิงหา

เดือนสิงหาคม ( August ) เดือนนี้ได้ถุกตั้งชื่อตามจักรพรรดิโรมันพระองค์แรก ซึ่งเป็นหลานชายของจูเลียส ซีซาร์นั้นเอง คนผู้นั้นคือ ออกุสตุส ซีซาร์ นอกจากนี้คำๆนี้ยังมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคำว่า Augustus ที่แปลว่าสูงส่ง น่าเคารพ และดูสง่างาม

เลขโรมัน

เดือนกันยายน ( September ) เดือนนี้ถุกตั้งตามรากศัพท์ภาษาละตินว่า Septem ซึ่งมีความหมายว่า 7 เพราะเป็นเดือนที่ 7 ตามปฏิทินโรมันโบราณก่อนที่จะนำเดือนมกราและกุมภาเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงต้นปีนั้นเอง

เลขโรมัน

เดือนตุลาคม ( October ) ตามความหมายแล้วเป็นเดือนที่ 8 ซึ่งเป็นรากศัพท์ของภาษาละตินโบราณว่า Octo ซึ่งหลังจากเปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิทิน 12 เดือนแล้ว คนยุคนั้นพยายามหาชื่อมาแทนที่เพราะไม่อยากให้ความหมายของคำนี้ยังแปลว่า 8 อยู่ แต่เมื่อหาคำมาแทนที่ก็ยังไม่ลงตัวซักที จึงใช้ชื่อนี้เหมือนเดิม

โรมัน

เดือนพฤศจิกายน ( November ) คำนี้แปลว่า 9 ในภาษาละตินโบราณ ซึ่งได้ตั้งตามปฏิทินแบบเก่าในยุคนั้นนั่นเอง

เลขโรมัน

เดือนธันวาคม ( December ) แปลว่า 10 ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคำว่า Decem เพราะเดือนนี้ตรงกับเดือนที่ 10 ของปฏิทินโรมันโบราณ  และยังเป็นเดือนสุดท้ายของปีอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าในทุกๆเดือน และทุกคำนั้นล้วนมีความหมายและมีความสวยงามแฝงอยู่ทั้งสิ้น ทั้งในรูปแบบเดือนที่เป็นภาษาไทยและเดือนในรูปแบบภาษาอังกฤษหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้รู้เรื่องราวที่หมุนอยุ่รอบตัวเรามากยิ่งขึ้นนะ.