ญี่ปุ่นเป็นอีก 1 ประเทศที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีความเชื่อที่หากเราได้ยินก็อาจจะไม่เข้าใจความเชื่อนั้นว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร หรือทำไปทำไม จนหลายๆครั้งเกิดเป็นตำนานผีญี่ปุ่นที่เล่าเป็นเรื่องสยองขวัญ ทั้งผีในโรงเรียน ในบ้าน หรือแม้กระทั้งทางข้ามรถไฟนั้น ก็มีผีอยู่จนเกิดเป็นความเชื่อตำนานผีญี่ปุ่นเกิดขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เรื่องราวตำนานเหล่านี้ยังคงอยู่ไม่หายไปตามกาลเวลา จะมีความน่ากลัวเรื่องไหนบ้าง ลองไปดูกัน

ผีห้องน้ำ

ตำนานแรกต้องยกให้ผี ฮานาโกะซัง หรือผีผู้หญิงในห้องน้ำตามตำนานของญี่ปุ่นนั้นเอง ซึ่งผีตนนี้เด็กไทยหลายๆคนอาจจะรู้จักผ่านเรื่องเล่าสยองขวัญที่ถูกเล่าผ่านลายเส้นการ์ตูนของญี่ปุ่น สำหรับผีฮานาโกะที่ถูกเล่าขานกันว่าสิงอยู่ตามห้องน้ำ เล่ากันว่าหากเคาะประตูห้องน้ำที่ชั้นสาม เคาะประตูห้องน้ำ 3 ครั้งแล้วถามว่า “ฮานาโกะซังอยู่ไหม” ซึ่งหากสิ้นเสียงคำถามแล้วมีคำตอบกลับมาว่า “ไฮ่” ประตูห้องน้ำห้องนั้นจะถูกเปิดออก หลังจากนั้นจะปรากฏตัวเด็กผู้หญิงใส่กระโปรงสีแดงลากตัวเราไป ส่วนสถานที่ที่สามารถพบเจอฮานาโกะซังได้นั้น จะต้องเป็นห้องน้ำผู้หญิงหลังเลิกเรียน

ผีนักเรียนในห้องน้ำ

ฮานาโกะวังมักจะมีเรื่องเล่าที่แปลกและแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน บ้างก็ว่าเป็นคราบติดอยู่บนโถก็มี ส่วนจุดเริ่มต้นของฮานาโกะนั้นเกิดขึ้นจากเด็กหญิงที่ได้วิ่งเข้าไปหลบเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ห้องน้ำ แต่เกิดเรื่องราวสุดโชคร้ายกับเธอเมื่อห้องน้ำห้องน้ำถูกไฟไหม้ความแรงของเปลวไฟได้เผาร่างของเด็กสาวคนนั้นให้ตายทั้งเป็นอย่างทรมาณ เลยเป็นเหตุผลให้ดวงวิญญาณของเด็กสาวคอยเร่ร่อนไปเรื่อยๆตามห้องน้ำหญิงนั้นเอง

ฝังคนทั้งเป็น

มาต่อกันที่พิธีกรรมอันแสนน่ากลัวของญี่ปุ่น นั่นก็คือ ฮิโตบาชิระ หรือตำนานเสาหลักเมืองของญี่ปุ่นนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับการตั้งเสาหลักเมืองหรือสร้างกำแพงเมืองของไทยเรา โดยพิธีนี้เป็นพิธีบูชายัญที่ใช้มนุษย์ทั้งเป็นฝังไว้ด้านใต้หรือใกล้กับอาคารใหญ่ ตามสะพาน หรือตามปราสาทหินในยุคก่อน เพื่อเป็นการขอพรกับเทพเจ้าให้ช่วยดลบันดาลให้การก่อสร้างนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี และไม่ให้อาคารถูกทำลายลงอย่างง่านดานไม่ว่าจะเป็นฝีมือของธรรมชาติหรือของศัตรูก็ตาม

ปราสาทฝังคน

ส่วนตำนานเสามนุษย์ที่เลื่องชื่อที่สุดต้องยกให้ที่ปราสาทมารุโอะ จังหวัดฟุคุอิ เป็นปราสาทไม้ที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นแต่กว่าจะสร้างขึ้นมาได้นั้นลำบากมากๆ เพราะเสาหินจะถล่มลงมาทุกครั้ง จนต้องนำแม่ม้ายที่ชื่อว่า โอชิซึ มาเป็นเครื่องสังเวย โดยมีข้อแลกเปลี่ยนนั้นคือให้ลูกชายของโอชิซึได้เข้ามาเป็นซามุไรรับใช้ในปราสาท หลังจากเธอถูกฝังแล้ว การก่อสร้างก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ผีโดนรถไฟทับ

อีกหนึ่งตำนานที่น่ากลัว คือผีเทเคะเทเคะ หรือตำนานผีครึ่งท่อนในตำนานของญี่ปุ่น ซึ่งคำว่าเทเคะเทเคะเป็นการจำลองเสียง ครืด ครืด เหมือนกับสิ่งของที่ถูกลากไปลากมา ซึ่งสิ่งที่ถูกลากนั่นคือร่างกายครึ่งบนของมนุษย์นั่นเอง  ตำนานนี้เกิดจากหญิงสาวเคราะห์ร้ายคนหนึ่ง ถูกทำร้ายร่างกาย และข่มขืน เธอก็เลยตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงไปบนรางรถไฟเพื่อให้รถไฟทับร่างให้ขาด 2 ท่อน แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็นของประเทศญี่ปุ่นจึงทำให้เธอไม่ตายทันที และต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะตาย กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่จะฆ่าทุกๆคนที่เคราะห์ร้ายไปเจอเธอ โดยตัดร่างของผู้เคราะห์ร้ายออกเป็น 2 ท่อน และลากเอาท่อนร่างของเหยื่อไป

ผีญี่ปุ่นน่ากลัว

อีกตำนานความสยองขวัญคือผีสาวปากฉีก ซึ่งช่วงที่เกิดเรื่องหรือมีเรื่องนี้ดังๆนั้น ทำให้เด็กๆญี่ปุ่นไม่กล้าออกจากบ้านเลยไประยะหนึ่ง เรื่องเล่าของสาวปากฉีกนั้นมีตำนานที่ค่อนข้างสับสน และมีหลากหลายรูปแบบมากๆ แต่มีตำนานหนึ่งที่คนรู้จักและน่ากลัวมากเรื่องหนึ่ง ตามตำนานนั้นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวยมากๆ  ถูกสามีของตัวเองใช้ดาบตัดจากปากไปถึงหู เพราะคิดว่าผู้หญิงคนนั้นมีชู้ ซึ่งคำพูดสุดท้ายที่สามีเธอพูดกับเธอว่า “ตอนนี้ใครจะคิดว่าเธอสวยอยู่บ้างนะ คงไม่มีแล้วหละ!” และด้วยความแค้นเธอถึงยังไม่ไปเกิดซักทีและกลายเป็นวิญญาณอาฆาตจนถึงปัจจุบัน

ตำนานผี

 โดยเธอจะปรากฏกายโดยใช้ผ้าปิดปากไว้ เมื่อใครเดินผ่านมา เธอจะเดินเข้าไปถามว่า ฉันสวยไหม ถ้าตอบกลับไปว่า สวย เธอจะทำการถอดที่ปิดปากและถามอีกครั้งว่า แล้วแบบนี้หละสวยไหม หากคนที่เจอวิ่งหนี เธอจะวิ่งตามและหากถูกจับได้ จะถูกตัดปากให้เหมือนกับเธอ และหากตอบว่าไม่สวย เธอจะวิ่งไล่และเล่นงาน แต่หากตอบว่า ก็ดูปกติดีนะ หรือ ก็สวยดี สาวปากฉีกจะพอใจ และเดินหายไปเอง

อุโมงผีสิง

อุโมงค์ผีสิงคิโยทากิ สถานที่สุดหลอนและขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัวของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1929 ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นสนามรบ และเคยถุกใช้เป็นลานประหารมาก่อน แต่เรื่องราวความน่ากลัวนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่ง ตัดสินใจไปฆ่าตัวตายอยู่ใกล้ๆอุโมงค์แห่งนี้ ในช่วงปี 1998 หลังจากนั้นก็มีคนพบเห็นดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนี้เรื่อยๆ บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้ โหยหวน บ้างคนก็เห็นเงาในกระจกหลัง หรือถูกวิ่งตามก็มี และตามตำนานเมืองนั้นหากสัญญาณไฟเขียวหน้าอุโมงค์ถูกเปิดขึ้น ห้ามขับผ่านเข้าไปในอุโมงค์โดยเด็ดขาด ให้รอไปอีก 1 ไฟแดงก่อน แล้วค่อยขับเข้าไปตอนไฟเขียวอีกรอบนั้นเอง ว่ากันว่าไปเขียวแรกนั้นป็นการเชื้อเชิญดวงวิญญาณที่อยุ่ในอุโมงห้าสามารถหลอกเราได้นั่นเอง

ผีญี่ปุ่น

มาถึงตำนานการเล่นซ่อนหาคนเดียว หรือฮิโตริ คาคุเรนโบะ ซึ่งหากใครเหงาก็ลองเอาวิธีนี้เล่นดู ซึ่งการละเล่นนี้เป็นการเล่นที่ค่อนข้างอันตรยเพราะต้องเดิมพันด้วยชีวิตนั้นเอง โดยอุปกรณ์การเล่น มีเพียงตีกตายัดนุ่น 1 ตัว ข้าวสาร และน้ำเกลือ 1 แก้วเท่านั้น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นมีดังนี้

  1. ผ่าท้องของตุ๊กตาและนำนุ่นข้างในออกจนหมด หลังจากนั้นก็ให้ใส่ข้าวสารเข้าไปในตัวตุ๊กตา พร้อมตัดเล็บของเราใส่เข้าไปด้วยเย็บปิดท้องตุ๊กตาด้วยด้ายสีแดง และพันตุ๊กตาให้รอบด้วยด้ายสีเหลือง
  2. เติมน้ำในอ่างอาบน้ำให้เต็ม
  3. วางแก้วที่ใส่น้ำเกลือเอาไว้ในที่ๆเราจะไปซ่อน พร้อมกับตั้งชื่อให้กับตุ๊กตา
  4. พอถึงเวลาตี 3 ให้เข้าไปที่ห้องน้ำ หยิบตีกตาขึ้นมาและบอกตุ๊กตาว่าคุณจะเป็นคนหาก่อนนะ
  5. หลังจากนั้นวางตุ๊กตาไว้ในอ่าง หยิบมีดมาถือแล้วให้เดินๆรอบๆบ้าน ปิดไฟให้หมดและให้เปิดเฉพาะทีวีเป็นคลื่นที่มีแค่สัญญาณเปล่าไว้
  6. ไปที่ๆตั้งใจจะซ่อน หลับตานับ 1-10 และกลับมาที่ห้องน้ำ พร้อมกับพูดต่อหน้าตุ๊กตาว่า เจอแล้ว!!
  7. หลังจากนั้นให้เสียบมีดเข้าไปที่ตุ๊กตา พร้อมกับพูดชื่อตุ๊กตาว่า ตา(ชื่อตุ๊กตา) เป็นคนหาบ้างนะ 3 ครั้ง และวางมีดไว้ข้างๆ ก่อนจะกลับไปที่ซ่อน
ผีเด็ก

ตามตำนานนั้นตุ๊กตาจะออกมาตามหาคุณ โดยจะได้ยินเสียงคลื่นทีวีชัดขึ้นหากตุ๊กตาเข้ามาใกล้  และได้กลิ่นเหม็น พร้อมกับได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ารู้สึกกลัว ทนไม่ไหวอยากจบเกมแล้ว ให้อมน้ำเกลือไว้และเดินตามหาตุ๊กตาให้เจอ หลังจากพ่นใส่ให้พูดว่า ฉันชนะแล้ว สามครั้งเป็นการบอกว่าว่า จบเกมแล้วนะ พร้อมตัดด้ายออกและนำตุ๊กตาไปเผาไฟ แต่หากคุณโดนพบก่อนจะพบเกม จะโดนเหมือนกับที่ทำตุ๊กตาไว้ในข้อ 7 ดังนั้นเอาตัวรอดให้ได้หละ.