เชื่อว่าใครหลายคนคงจะมีอารมณ์ขี้เกียจอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งวันไหนที่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้าไปทำงานหลังจากหยุดยาวมาเป็นเวลาหลายวัน รวมไปถึงวันไหนที่อากาศดี เย็นสบาย ฝนตกฟ้าครึ้มๆ วันนั้นก็จะรู้สึกขี้เกียจขึ้นมาเป็นพิเศษ จนต้องมีการประกาศว่าทุกวันที่ 10 สิงหาคมนั้น เป็นวันขี้เกียจสากลกันไปเลย แต่เรามักจะได้ยินคำที่ผู้ใหญ่พูดกันว่า อย่าขี้เกียจนะ ต้องขยัน จริงอยู่ที่การขยันนั้นย่อมส่งผลดีมากกว่าความขี้เกียจ แต่ถ้าหากมองเรื่องความขี้เกียจคือการพักผ่อนแล้ว ร่างกายก็เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการปล่อยให้เครื่องจักรได้ทำงานน้อยลง เพื่อให้กลับมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อกลับมาทำงาน จึงเป็นเรื่องที่สมควรเรื่องหนึ่งนั่นเอง

ผู้ให้กำเนิดไอโฟน

นอกจากนี้ความขี้เกียจนี่แหละ ที่ยังช่วยให้โลกพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เหมือนกับคำที่บอกว่า นวัตกรรมความก้าวหน้าต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่ตื่นเช้าทุกวัน แต่ทว่าเกิดจากคนขี้เกียจที่พยายามหาวิธีที่ง่ายกว่า ในการทำบางสิ่ง นันจึงเป็นเหตุให้เกิดเทคโนโลยีมากมาขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา I Phone ที่สามารถนำมือถือเครื่องหนึ่งที่คนพกติดตัวไปมานั้น ให้กลายเป็นโทรศัพท์ กลายเป็นกล้อง และเครื่องมือต่างๆมากมาย มาไว้ในเครื่องเดียว รวมไปถึงการที่ Jeff Bezos ได้คิดค้นเว็บไซต์ Amazon ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการช็อปปิ้ง ให้จับจ่ายซื้อของได้อย่างสะดวกสบาย แถมยังรวดเร็วอีกด้วย หรือจะเป็นโปรแกรมอย่าง Facebook เพื่อช่วยเชื่อมผู้คนผ่านสังคมออนไลน์ แทนการเดินทางไกลเพื่อได้พบเจอกัน และยังไม่รวมเหล่าธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดลิเวอรี่จากพิซซ่า หรือการส่งของโดยใช้ไลน์แมนเป็นต้น

แอบหลับ

ไม่เพียงเท่านั้น “ความขี้เกียจ” ยังสอดคล้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากพักผ่อน ซึ่งช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตใจให้ดีขึ้นได้ด้วย หลังจากเคร่งเครียดกับภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน ยืนยันจากบทความเรื่อง “The benefits of laziness: why being a lazy person can be good for you” ซึ่งประโยชน์ของความของความขี้เกียจใรมิติของสุขภาพจิตมีดังนี้

 

  1. ช่วยจัดการกับความเครียดได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่น
  2. ลดภาวะ Burnout ได้ การหยุดพักทำให้ร่างกายและจิตใจได้เติมพลังงานหลังจากเหนื่อยล้ามานาน
  3. ช่วยส่งเสริมการคิดแบบกระจาย ช่วยเสริมเรื่องของความคิดสร้างสรรค์
  4. ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต เมื่อสมองและจิตใจได้พักผ่อนมากขึ้น
  5. ช่วยเติมเต็มพลังให้กับชีวิต การงีบหลับช่วงกลางวันช่วยให้ตื่นมามีแรงที่จะทำงานและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเดิม

เพราะความขี้เกียจนั้นได้ติดตัวของเรามาตั้งแต่เกิด บางครั้งมันอาจจะถูกฝังอยู่ในโครโมโซมที่อยู่ในร่างกายเรา จนจะพูดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้และจากการศึกษาค้นคว้าก็พบว่าพฤตกรรมเหล่านี้ถูกสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งความขี้เกียจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนเราเท่านั้นนะ ยังพบความขี้เกียจที่แฝงอยู่ในเหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เลยแหละ แต่หากมองให้ดี กว่าคนเหล่านี้จะขี้เกียจได้นั้น เค้าต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ใช่ว่าพอมาอ่านบทความนี้ แล้วจะมองว่าความขี้เกียจคือเรื่องปกติ และไม่ได้ใช้ชีวิตทำอะไรเลย นั่นคือเรื่องที่ผิด เพราะก่อนที่คนเราจะขี้เกียจนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้สมอง ใช้ความคิดและความสามารถในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ต้องใช้ร่างกาย สมงในการเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจนประสบความสำเร็จในชีวิต คนเหล่านั้นจึงได้ใช้ความขี้เกียจเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ทางลัดเพื่อดึงไปหาความสำเร็จได้เร็วขึ้นนั่นเอง

ลางานเที่ยว

และหากพูดถึงความขี้เกียจก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องราวของการลางาน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีวันหยุดที่คร่อมวันเสาร์อาทิตย์ ย่อมมีการลาเกิดขึ้นเพื่อที่จะได้ใช้วันหยุดได้อย่างเต็มที่การลานั้นไม่ผิดเพราะเป็นกฎหมายแรงงานพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ควรจะลาแบบไหนไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนทั้งตัวเองนายจ้าง มาดูกันเลย

 

  • ลาป่วย หากลาไม่เกิน 3 วัน บริษัทนั้นไม่มีสิทธิ์ขอใบรับรองแพทย์รวมทั้งหักเงินลูกจ้าง แต่หากหยุดเกิน 3 วัน บริษัทสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้ และหากลูกจ้างไม่มีให้ สามารถหักเงินได้ทันที
  • ลากิจ เพื่อไปทำธุระส่วนตัว เช่นงานสำคัญต่างๆของครอบครัว งานรับปริญญา ทำใบขับขี่รวมไปถึงติดต่อธุรเกี่ยวกับงานราการ เป็นต้น
  • ลาพักร้อน หรือการลาหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นสิ่งที่บริษัทควรให้กับลูกจ้างที่ทำงานหนักเพื่อบริษัทมาโดยตลอดตามกฎหมายแล้วลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับวันลาพักร้อนอย่างน้อย 6 วันต่อปี
  • ลาคลอด สำหรับพนักงานหญิงแล้วนั้น สามารถลาคลอดโดยที่ยังได้เงินเดือนอยู่ 90 วัน
  • ลาเพื่อทำหมัน สำหรับพนักงานชายหรือหญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ตามกฎหมายอนุญาตให้ลาได้ และต้องกลับมาพร้มใบรับรองแพทย์ซึ่งบริษัทต้องรับผิดชอบค่าจ้างในวันลานั้นด้วย

จะเห็นได้ว่าความขี้เกียจนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด แต่หากคุณคิดจะขี้เกียจแล้ลองถามตัวเองดูดีๆว่า ทุกวันนี้ทำหน้าที่ตัวเองดีพอ หรือเหนื่อยพอที่จะพักผ่อนแล้วหรือยัง ถ้ายัง อย่าเพิ่งขี้เกียจมาก ให้ความขี้เกียจเป็เพียงเสี้ยวหนึ่งเพื่อห่างกายได้พักผ่อน ก่อนจะกลับมาขยันกับงานที่ทำอยู่นั่นเอง.