สถานการณ์ทางสังคมของไทยในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาของไทยนั้น ได้มีผลงานวิจัยออกมาบอกว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่จบชั้นปริญญาตรีนั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นโสดมากขึ้น แต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง หรือบางคู่นั้นก็เลือกที่จะแต่งงาน แต่ไม่มีลูกและช่วยสร้างความสำเร็จเกื้อหนุนกันและกันมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่าล้วนส่งผลกระทบที่เป็นเหมือนเส้นใยแมงมุมเชื่อมโยงเข้าสู่ในช่วงของวัยกลางคน ทั้งจำนวนประชากรที่จะลดลงในอนาคต เพราะคนรุ่นใหม่นี้มองว่าเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น ไม่เอื้อเฟื้อต่อการมีครอบครัว และการสร้างครอบครัว แต่งงานและมีลูก เพราะหวั่นจะเกิดปัญหาที่จะตามมาที่หลัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว รวมทั้งต้องถูกกดดันจากคนรอบข้างและสถาบันครอบครัว จนเกิดภาวะกดดันตัวเอง กลายเป็นความเครียดที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในภายหลัง วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับวิกฤตวัยกลางคน ที่กำลังจะส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ พร้อมวิธีการรับมือว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดนี้ได้อย่างไรบ้าง

เครียดงาน

คำว่าวิกฤตวัยกลางคน  Midlife Crisis หมายถึงกลุ่มคนอายุ 35-50 ปี ที่มักเป็น Sandwich Generation ที่ต้องรับมือกับภารกิจในบ้าน ต้องเลี้ยงดูลูก ดูแลพ่อแม่ รวมทั้งดูแลสามี ทำให้รู้สึกเหมือนถูกบีบอัดจากทุกด้านจนกลายเป็นความเครียด จนผลให้นอนไม่หลับมีปัญหาสุขภาพ จนถึงปัญหาในครอบครัว หลายคนที่เป็นพ่อเป็นแม่คน ก็จะถูกกดดันให้เป็นที่ดี จนส่งผลลูกโช่มาถึงลูก เพราะความคาดหวังว่าลูกต้องเก่ง มีความเป็นเลิศในสังคมและเหนือกว่าลูกของคนอื่น ซึ่งเป็นการบีบอัดและกดดัน พร้อมกับสร้างการแข่งขันที่เจ็บปวดตั้งแต่ในวัยเด็ก จนบางครั้งกลายเป็นบาดแผลที่ลึกเกินกว่าจะเยียวยา กลายเป็นคนเก็บกดและต้องอยู่ในภาวะกดดันตลอดเวลา จนสุดท้ายนั้นอาจจะเกิดเป็นภาวะซึมเศร้า จนหลายๆคนนั้นเลือกที่จะหาทางออกให้ตัวเองด้วยการสูญเสีย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวนั้น ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

การเข้าสู่วิกฤตวัยกลางคนนั้น แน่นอนว่าร่างกายของเราจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาเพื่อเป็นคำเตือน ว่าตอนนี้ร่างกายนั้นถูกกดดันอย่างหนัก และกำลังจะส่งผลเสียซึ่งเป็นทั้งพลังงานลบ ความเครียด หนักสุดคือปัญหาสุขภาพที่กำลังจะตามมานั่นเอง โดยสัญญาณเตือนให้เราหรือคนรอบข้างได้รับรู้ โดยสัญญาณแรกนั่นคือ คุณจะรู้สึกว่าอาหารที่ทานไปไม่ค่อยย่อย หรือย่อยยาก ขับถ่ายไม่ค่อยสะดวก มีภาวะกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน จนส่งผลให้เวลาขับถ่ายออกมานั้นมีกลิ่นที่เหม็นเน่าออกมา รวมทั้งอาหารปวดท้องเรื้อยังอีกด้วย ต่อมาคือปัญหาเรื่องของอาหารนอนไม่หลับ ฝันวุ่นวาย ไม่ว่าคุณจะหลับนอนนานแค่ไหนก็รู้สึกว่านอนได้อย่างไม่เต็มอิ่ม ไม่รู้สึกสดชื่นเมื่อตอนตื่นนอน ทำให้ระหว่างวันนั้นรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยอยากจทำอะไรหรือเมื่อทำงานอะไรก็จะรู้สึกเบื่อทั้งๆที่เคยเป็นมาก่อน ตื่นมาปัสสาวะกลางคืนอยู่บ่อยครั้ง หรือผวากลางดึกบ่อยๆ นั่นแปลว่าร่างกายกำลังเตือนบางอย่างกับคุณเข้าแล้ว

ปวดหลัง

สัญญาณต่อมาที่ร่างกายจะเตือนคือจะมอาหารปวดเมื่อยตามตัว รวมทั้งอาการปวดหัวไมเกรน ปวดมวลๆที่หัวทั้งที่หาสามารถไม่ได้ ส่งผลให้สายตาพล่ามัวไปด้วยในบางเวลา มีอาการปวดตึงที่คอ บ่า ไหล่ปวดหลังปวดข้อเรื้อรัง ที่อาจจะเป็นเพราะภาวะทำงานหนักและใช่ร่างกายอย่างหนักหน่วงจนเกินไปด้วย และด้วยความเครียดนี้ จะส่งผลทำให้หน้าตาหรือผิวพรรณไม่ผ่องใส มีฝ้า กระ เสี่ยงต่ออาการผมร่วงที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย ทางด้านอารมณ์นั้นก็จะมีอารมณ์ที่แปรปรวน มีความเครียดสะสมไม่อยากคุยกับใคร เก็บตัว ไม่มีความสุข โมโหง่ายในเรื่องที่ไม่เคยต้องโมโหมาก่อน วิตกกังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอาจจะรุกลามไปถึงภาวะซึมเศร้าได้เลยทีเดียว

ที่ปรึกษา

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดจากความไม่สมดุลของระบบต่างๆในร่างกาย ที่บ่งบอกว่าคุณควรเช็คตัวเอง และถึงเวลาที่ควรพักและแก้ไขอาการต่างๆที่เข้ามาเนื่องจากเป็นภาวะเครียด วิตกกังวล เพราะหากคณไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังงานลบที่ไหลเวียนเข้าไปสู่คนในครอบครัวให้รู้สึกถึงพลังงานด้านลบที่เข้ามา ครอบครัวก็จะไม่มีความสุข แต่หากคุณจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่เพียงแต่ความสุขในครอบครัวที่เข้ามาเท่านั้น แต่คุณจะสามารถสร้างพลังบวกให้ทั้งกับตัวคุณและคนรอบข้าง สิ่งต่างๆก็จะดีขึ้นมาด้วยนั่นเอง

ในส่วนของวิธีรับมือกับวิกฤตวันกลางคนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากมากมายเลย เพียงแค่คุณอย่าเก็บความเครียด ความกดดันไว้กับตัวเอง พร้อมกับระบายให้กับคนรอบข้างที่ไว้ใจและใกล้ชิดได้ฟัง และการตัดสินใจเรื่องไหนก็ตามที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต เป็นเรื่องที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างนั้น ก็ควรที่จะปรึกษาคนรอบข้างที่ไว้ใจได้ อีกทั้งการออกกำลังกายเป็นอีก 1 วิธีที่สามารถช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตวัยกลางคนไปได้ การทำให้ร่างกายแข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะสิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้นจะช่วยลดความเครียด ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดโรคต่างๆได้อีกด้วย สุดท้ายคืออย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่นิ่งๆ และคิดฟุ้งซ่าน ลองออกไปหากิจกรรมทำ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว กิจกรรมการกุศล ไปในสถานที่ๆอยากไป หรือชื่นชอบ ปล่อยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเครียดและความกดดัน อยู่กับตัวเองและเก็บเกี่ยวความสุขนั้น เพียงแค่นี้ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำพาคุณไปสู่วิกฤตในวัยกลางคนได้แล้วนั่นอง.