พญานาคเป็นถือว่าเป็นสัตว์ในตำนานที่อยู่คู่เรื่องราวของชาวไทยมาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะเป็นคำเล่าขานในพระพุทธศาสนา ความเชื่อมโยงของพญานาคที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่างที่เห็นกันในฝาผนังตามวัดและโบสถ์ต่างๆ วันนี้เราจะพามารู้จักกับพญานาคในแต่ละตระกูล และเรื่องราวของตำนานพญานาคต่างๆ นั้นเป็นแบบไหน

ตำนานและตระกูลพญานาค

พญานาคหรือนาคนั้นเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายงูใหญ่ที่มีหงอน ซึ่งตามตำนานคือเครื่องหมายของความอุดสมบูรณ์ มีเกล็ดและมีสีกายที่แตกต่างกันออกไปตามบารมีและตระกูลของนาคตัวนั้นๆ มีสีเขียวบ้าง ดำบ้าง หรือบางตัวอาจจะมีหลากสีจนมองคล้ายสีรุ้งเลยก็มี ความเชื่อของพญานาคกับเรื่องราวในแม่น้ำโขงของไทยนั้นเป็นเรื่องที่ถูกสืบทอดมาอย่างยาวนาน ว่าดินแดนอิสานของไทยนั้นเป็นสถานที่เชื่อมต่อเมืองพญานาคหรือเมืองบาดาลได้ จนกลายเป็นตำนานเล่าขานและถุกทำออกมาเป็นหนังและละครในหลายๆเรื่องที่เราได้เห็นกันผ่านตานั้นเอง

พระพุทธเจ้า

นอกจากนี้นาคนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละตระกูล หากเป็นนาคตระกูลสูงกว่าตระกูลธรรมดาจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร ไปจนถึงเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจากพญาอนันตนาคราช ผู้เป็นใหญ่ในเมืองบาดาลรวมทั้ง ซึ่งรวมไปถึงในสมัยพุทธกาลนั้นได้มีนาคเจ็ดเศียร ชื่อพญานาคมุจจลินท์ ได้เข้าปกป้องคลุมร่างพระพุทธเจ้าในขณะกำลังทรงสมาธิ และแผ่เบี้ยเพื่อบังแดดและฝนให้พระพุทธองค์ จนกลายเป็นพระปางนาคปรกที่คุ้นตา

ยิ่งไปกว่านั้นพญานาคยังสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ซึ่งจะมีรูปร่างสง่างามเหมือนมนุษย์ทั่วไป ดั่งเรื่องราวความรักของคนและนาคที่หลงรักกันแต่สุดท้ายแล้วไม่อาจครองรักกันได้ เนื่องจากนาคกับคนเป็นคนละเผ่าพันธุ์ การจะอยู่ร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้ จนกลายเป็นโศกนาฎกรรมความรักชื่อดังของภาคอิสานและตำนานปู่อือลือเกิดขึ้น อีกทั้งในสมัยพุทธกาลยังมีนาคที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและอยากจะบวชเพื่อศึกษาธรรมและเป็นสาวกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้แปลงกายเป็นคนและมาบวช ต่อมาเมื่อถูกจับได้จึงจำเป็นต้องลาจากสภาพความเป็นพระ เพราะนาคเป็นเดรัจฉานไม่สามารถบวชได้ตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ตั้งขึ้น จนกลายเป็นตำนานที่สืบทอดกันมาว่าต้องมีการบวชนาค ก่อนที่จะมีการบวชพระจริงๆ และภายในคำขอบวชนั้น พระที่ทำพิธีจะถามผู้บวชว่า มนุสโสสิ ซึ่งแปลว่า ท่านเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่ ซึ่งผู้บวชต้องขานกลับว่า อามะภันเต แปลว่า ใช่ครับผม

นาค

ตระกูลของพญานาคนั้นแบ่งออกได้เป็น 4 ตระกูลใหญ่ นั่นคือ

ตระกูลวิรูปักษ์ ซึ่งเป็นพญานาคตระกูลสีทอง เป็นตระกูลที่สูงที่สุดในบรรดาพญานาค โดยมีท่านวิรูปักโขนาคราช ซึ่งเป็นผู้ปกครองนาคทั้งปวง อีกทั้งยังคงปกครองสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา (ชั้นที่1) ในทิศตะวันตกอีกด้วย นาคตระกูลนี้จะเกิดแบบโอปปาติกะ คือเกิดแล้วโตเลย มีบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์มาก

ตำนานพญานาค

ตระกูลเอราปถ นาคตระกูลนี้จะมีกายสีเขียว เป็นนาคชั้นสูง เกิดแบบอัณฑชะ นั่นคือเกิดจากไข่ มีขนาดใกล้เคียงกับนาคตระกูลวิรูปักษ์ เป็นตระกูลที่ออกมาให้มนุษย์พบเห็นมากที่สุด จนเกิดเป็นตำนานเรื่องราวความรักระหว่างนาคและมนุษย์มากมาย นาคในตระกูลนี้ที่รู้จักกันดีในเมืองมนุษย์คือ พญาศรีสุทโธนาคราชนั่นเอง

พญานาค

ตระกูลฉัพพยาปุตตะ เป็นพญานาคที่มีผิวกายสีรุ้ง ถือกำเนิดแบบชลาพุชะ คือเกิดจากครรภ์มารดา โดยมีแหล่งที่อยู่อาศัยคือเมืองบาดาลหรือภายในป่าลึก เป็นตระกูลนาคที่มีความงดงามมาก มีอิทธิฤทธิ์มาก แต่ก็จะพบเห็นได้ยากเหมือนกันเพราะว่าอาศัยอยู่ในพื้นที่ลึกลับห่างไกลจากมนุษย์

ตระกูลพญานาค

ตระกูลกัณหาโคตะมะ นาคตระกูลนี้ตะมีเกล็ดหรือผิวกายเป็นสีดำนิล เป็นนาคชั้นต่ำสุด โดยเกิดจากสังเสทชะ คือเหงื่อไคลและสิ่งหมักหมมต่างๆ หรือบางตัวอาจจะเกิดจากไข่ ตัวใหญ่ร่างกายกำยำ ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในตระกูลสูง แต่ก็มีอิทธิฤทธิ์เทียบเท่ากับตระกูลอื่นๆ นาคตระกูลนี้อาศัยอยู่ในท้องน้ำลึก ที่ลึกลับ ทำหน้าที่เฝ้าสมบัติและเมืองบาดาล จึงพบเจอได้ยาก ถึงแม้จะเป็นตระกูลต่ำแต่หากบำเพ็ญเพียรจนมีบารมีแกร่งกล้าก็สามารถปกครองนาคที่มีตระกูลสูงกว่าได้

โดยทั่วไปนั้นพญานาคจะครองพื้นน้ำและเมืองบาดาล แม้จะเป็นสัตว์ในตำนานที่มนุษย์ต่างก็กราบไหว้และนับถือ แต่นาคก็มีศัตรูคู่อาฆาตกันอยู่นั่นคือพญาครุฑนั่นเอง โดยครุฑนั้นจะล่าพญานาคเป็นอาหาร แต่ใช่ว่าครุฑจะสามารถกินนาคได้ทุกตัว แต่จะล่าได้เฉพาะนาคที่ตระกูลต่ำกว่าตัวเองเท่านั้น โดยในตระกูลของครุฑนั้นสามารถติดตามอ่านได้ในคอนเทนต์ถัดไป

ตำนานพญานาค

จะเห็นได้ว่านาคนั้นมีความใกล้ชิดและผูกพันกับมนุษย์มาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะเป็นแถบอินเดีย ชมพูทวีปมาจนถึงภูมิภาคต่างๆของประเทสไทยล้วนมีความเชื่อเรื่องพญานาคกันทั้งนั้น ซึงการมีตัวตนของนาคนั้นได้เข้าไปอยู่ในพิธีกรรม ศาสนา ประเพณีต่างๆของคนไทยมาอย่างช้านาน อย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในทุกๆขึ้น 15 ค่ำเดือน 16 หรือออกพรรษาจะมีเหตุการณ์บั้งไฟพญานาค ซึ่งตามความเชื่อนั้นนาคได้แสดงความเลื่อมใสและศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าในเหตุการณ์วันเปิดโลก เลยได้พ่นบั้งไฟเพื่อบูชาพระพุทธองค์นั้นเอง.