เคยสงสัยกันไหมว่าชื่อเดือนที่เราเรียกกันนั้น มีที่มาหรือจุดกำเนิดเริ่มต้นมาจากไหน ซึ่งหากย้อนกลับไปสัก 100-200 ปีนั้น หากเราไปพูดว่า มกราคม กุมภาพันธ์ ให้กับคนในยุคนั้นฟัง ก็จะเกิดความแปลกประหลาดใจกันขึ้นอย่างมาก เพราะสมัยนั้นยังให้หลักอ้างอิงตามปฏิทินจันทรคติ อยู่เลย ซึ่งเป็นการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้ดูฤกษ์ยามต่างๆ รวมไปถึงให้ในงานด้านโหราพยากรณ์ก็มีการนำปฏิทินจันทรคติไปคำนวนดูด้วย แล้วตำนานชื่อเดือนของไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาได้อย่างไร และเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนไหน ไปดูกันเลย

ดวงจันทร์

เหตุผลที่คนสมัยโบราณยังไม่รู้จักชื่อเดือนเหมือนในปัจจุบันนั้น เป็นเพราะว่าสมัยนั้นชื่อเดือนจะเป็นชื่อเดือนทางจันทรคติ เช่น เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ เป็นต้น โดยถ้าระบุปีก็จะใช้ปีนักษัตรเข้ามาแทน เช่น ชวน กุณ ฉลู ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย และเป็นไปตามหลักสากล นั้นคือการใช้ปฏิทินและเดือนตามหลักสุริยะคตินั้นเอง แต่การใช้วันเดือนปีจามรูปแบบจันทรคติก็มีอยู่ เช่นการใช้บอกวันสำคัญทางพุทธศาสนา การพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ การบันทึกลงสูติบัตร นอกนั้นก็จะไม่มีการใช้งานปฏิทินด้านจันทรคติแล้วนยุคปัจจุบัน

กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ

แล้วพวกชื่อเดือนต่างๆ ที่เราใช้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและมีที่มาที่ไปยังไง จุดเริ่มต้นนั้นต้องย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ท่านได้ทรงสนใจและศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งค้นคว้าเกี่ยวกับปฏิทิน โดยแต่เริ่มนั้นท่านได้ทรงชื่นชอบเรื่องของโหราศาสตร์มาก่อนอยู่แล้ว เมื่อตอนเสด็จไปยุโรปในปี พ.ศ. 2430 ทรงซื้อหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นตำราโหราศาสตร์ว่าด้วยเหตุการสุริยุปราคาจากกรุงเบอร์ลินมา 1 เล่ม ภายในหนังสือเมนี้ได้ระบุถึงแผนที่ทางสุริยุปราคาอยู่เกือบทั้งเล่ม

และด้วยอิทธิพลทางความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์จากสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระราชบิดาของท่าน สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เลยต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์ความรู้ด้านการตรวจตรา ตรวจสอบดูปฏิทินด้วย เพราะท่านจะต้องเรียนรู้และคำนวณ วัน เดือน ปี โดยตรง ซึ่งจุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านนั้น คิดชื่อเดือนต่างๆ ได้ และถูกใช้มาจนถึงในยุคปัจจุบัน ก่อนจะมีการพิมพ์ปฏิทินครั้งแรกช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นต้นแบบของปฏิทินที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

ปฎิทินเก่า

ปฎิทินเล่มแรกในไทยนั้นถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2385 ซึ่งขณะนั้นยังคงใช้ปฏิทินตามแบบจันทรคติอยู่ โดยนับจากการโคจรของดวงจันทร์ในการบอกวันเดือนปี ต่อมาไม่นานก็ปรับเปลี่ยนมาใช้การหมุนเวียนของโลกรอบดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า สุริยะคติแทน และประกาสอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการใช้ปฏิทินจันทรคติควบคู่กับปฏิทินแบบสุริยะคติไปด้วย และหลังจากนั้นได้มีการคิดชื่อเดือนขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบปฏิทินแบบใหม่ จากเดิมที่เคยใช้เป็น เดือนอ้าย เดือนยี่ สมเด็จฯกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ได้ทรงทูลชื่อเดือนใหม่ถวายรัชกาลที่ 5 เพื่อให้นับแบบหลักสากล และโปรดเกล้าฯให้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เรียกว่า เทวะประติทิน ที่เป็นต้นแบบของปฏิทินในปัจจุบัน ในปีพ.ศ.2432 นั้นเอง

เทววะปฎิทิน
  • เดือนมกราคม เกิดจากคำว่า มกร+อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีมกร หรือราศีมังกรนั้นเอง
  • เดือนกุมภาพันธ์ เกิดจากคำว่า กุมภ์ ที่แปลว่าหม้อ + อาพนธ แปลว่าการมาถึงของราศีกุมภ์
  • เดือนมีนาคม เกิดจากคำว่า มีน ที่แปลว่าปลา + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีมีน
  • เดือนเมษายน เกิดจากคำว่า เมษ ที่แปลว่าแกะ + อายน แปลว่าการมาถึงของราศีเมษ
  • เดือนพฤษภาคม เกิดจากคำว่า พฤษภ ที่แปลว่าวัวหรือโค + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีพฤษภ
  • เดือนมิถุนายน เกิดจากคำว่า มิถุน ที่แปลว่าคู่ชายหญิง + อายน แปลว่าการมาถึงของราศีมิถุน
  • เดือนกรกฎาคม เกิดจากคำว่า กรกฎ ที่แปลว่า ปู + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีกรกฎ
  • เดือนสิงหาคม เกิดจากคำว่า สิงห ที่แปลว่าสิงห์ + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีสิงห์
  • เดือนกันยายน มาจากคำว่า กันย ที่แปลว่าสาวพรหมจารี + อายน แปลว่าการมาถึงของราศีกันย
  • เดือนตุลาคม เกิดจากคำว่า ตุลที่แปลว่าตาชั่ง ตราชู + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีตุล
  • เดือนพฤศจิกายน เกิดจากคำว่า พิจิก ที่แปลว่าแมงป่อง + อายน แปลว่าการมาถึงของราศีพิจิก
  • เดือนธันวาคม เกิดจากกคำว่า ธนู + อาคม แปลว่าการมาถึงของราศีธนู
การนับปฎิทินโบราณ

นอกจากนี้ยังกำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ของไทยนั้น ตรงกับเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ในปฏิทินสุริยะคติ หรือเดือนห้า ถ้านับจากปฏิทินทางจันทรคติ ซึ่งได้ใช้เรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2483 ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้ตรงกับโลกและสากล ซึ่งได้เริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ของไทยนั้นเอง.