อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะหมดช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติและตั้งกฎให้สงฆ์พักจำพรรษาอยู่แค่ในวัดเดียว ห้ามย้ายวัดจำพรรษาในช่วงตลอดทั้ง 3 เดือนนี้ เพราะในอดีตนั้นช่วงนี้ของปีคือช่วงฤดูฝน และชาวนาก็ได้ทำการปลูกข้าวซึ่งหากพระสงฆ์เดินไปเหยียบข้าวของชาวนาก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจได้ เมื่อเข้าพรรษาครบ 3 เดือนแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องออกพรรษาซึ่งในปี 2565 นี้ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม 2565 โดยเป็นอีก 1 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และหลังจากวันออกพรรษานี้ จะมีประเพณีชาวพุทธที่ถูกสืบทอดต่อๆกันมา นั่นคือการทอดกฐินนั่นเอง โดยเป็นพิธีที่สำคัญ และเป็นพิธีที่ประชาชนที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะได้เข้ามาร่วมกันทำบุญเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานสืบต่อไป วันนี้เราจะมาพาดูความสำคัญของประเพณีทอดกฐิน พร้อมอานิสงค์และคำกล่าวถวายกัน

ถวายผ้าไตร

ประเพณีทอดกฐินนั้นจะเกิดขึ้นได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งจะมีระยะเวลา 1 เดือนหลังจากผ่านวันออกพรรษามาแล้ว นั้นคือตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 เดือน 12 และไม่ใช่ว่าวัดไหนจะรับกฐินก็ได้ วัดที่จะรับกฐินได้นั้นต้องเป็นวันที่มีพระภิกษุจำพรรษาในช่วงตลอดเวลาเข้าพรรษาที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 5 รูป และแต่ละวัดนั้นจะรับกฐินได้เพียงแค่วัดละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดถูกกำหนดไว้แล้วโดยเรียกว่า กาลทานตามพระวินัย ซึ่งในช่วงเวลานี้จะมีผู้ที่มีจิตศรัทธารวมตัวกันเพื่อมาทำพิธีทอดกฐิน หากทำนอกเหนือจากช่วงเวลาที่กำหนดนั้น จะไม่ถูกเรียกว่าเป็นการทอดกฐินนั่นเอง

การเตรียมของที่จะทอดกฐินนั้น หลักๆแล้วที่ต้องมีคือ ผ้าทอดกฐิน นั่นคือผ้าไตรครอง โดยสามารถซื้อสำเร็จได้เลย แต่หากเป็นวัดป่านั้น อาจจะต้องถวายเป็นผ้าข้าวและสีย้อม เพื่อให้พระท่านนำผ้าไปย้อมเองตามหลักปฎิบัติของท่าน รวมไปถึงของใช้ในวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ่าห่มพระประธาน ยานักษาโรค ธงกฐิน ธงมัจฉา จระเข้ ธงธรรมจักร ของใช้ของพระต่างๆครอบไตรพร้อมพานแว่นฟ้า บาตรพระ ย่าม ตาลปัตร สัปทนต์ เครื่องใช้ต่างๆของวัด เป็นต้น สำหรับระยะเวลา ควรเตรียมแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่กระชั้นจนเกินไป โดยเฉพาะท่านที่ต้องเดินทางไกล นอกจากของที่เตรียมในการจัดกฐินแล้ว ทางเจ้าภาพอาจเตรียมอาหารว่าง และ เครื่องดื่ม สำหรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานบุญด้วย เพราะจะมีศรัทธาสาธุชนมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ถวายกฐิน

ในส่วนของการถวายผ้ากฐินนั้น เมื่อพระสงฆ์มาถึงศูนย์กลางพิธีแล้ว เจ้าภาพต้องอุ้มอัญเชิญผ้ากฐินมานั่งตรงหันหน้าสู่พระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ ก่อนจะกล่าวคำถวายกฐิน โดยหากเป็นกฐินสามัคคีนั้นจะมีการเอาสายสิญจน์โยงจากผ้ากฐินและรอยเรียงายังสาธุชนทุกคนที่มาร่วมงาน เพื่อให้ทุกคนนั้นได้มีส่วนแห่งบุญนี้อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อกล่าวคำถวายกฐินเสร็จแล้ว พระท่านก็จะกล่าวรับด้วยคำว่า สาธุ เจ้าภาพก็ประเคนผ้าไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ ครั้นแล้วประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย โดยจะต้องผ่านความเห็นจากคณะสงฆ์ เมื่อไม่มีพระรูปใดค้าน จึงมอบผ้ากฐินให้ ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้

ผ้าไตร

ในส่วนของคำถวายผ้ากฐินนั้น มีดังต่อไปนี้

 

” อิมัง มะยัง ภันเต, สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ, อิมัง สะปะริวารัง, กะฐินะทุสสัง, ปะฏิคคัณหาตุ, ปะฏิคคะเหตตะวาจะ, อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง, อัตถะระตุ, อัมหากัง ฑีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ นิพพานายะจะ ฯ ”

 

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวร กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้ ของ ข้าพเจ้าทั้งหลาย และ เมื่อรับแล้วขอจงกรานใช้ กฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์ และ ความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ ฯ

ในส่วนของอานิสงส์ของการถวายกฐินนั้นมีมากมายหลายประการ เช่น จะเป็นผู้ที่มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส ผิวสวย เพราะได้ทำการถวายผ้ากฐินด้วยความประณีต รวมทั้งเนการสั่งสมบุญ เพื่อสร้างความสุขกายและสุขใจให้กับตนเองและคนรอบข้าง ขึ้นชื่อว่าได้เป็นผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบต่อไป พร้อมกับได้สงฆ์เคราะห์สงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัยตามที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล และการทำกฐินนั้นเป็นการสละทรัพย์ส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์ของพระศาสนา เป็นการทำทาน ตัดความตระหนี่ออกจากใจ จึงทำให้ภายภาคหน้านั้นจะเป็นผู้ที่มีทรัพย์มาก ทำอะไรก็จะสำเร็จได้ด้วยดี

ทอดกฐิน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอานิสงส์การทอดกฐิน ดังนั้นชาวพุทธที่ความเลี่ยมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาควรร่วมกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาด้วยการสืบทอดประเพณีทอดกฐินในอยู่ตลอดไป ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพระที่ท่านได้ตั้งใจบวชเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และตั้งใจ ตั้งมั่นยู่ในพระธรรมวินัย เพื่อไม่ให้ศาสนาพุทธนั้นถูกกลืนและหายไปตามกาลเวลา.