พระเครื่องหรือพระของขวัญรวมไปถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นนิยมพกไว้ติดตัว เนื่องจากพุทธคุณที่จะคอยปกปักษ์รักษาคนที่บูชานั้นให้อยู่รอดปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆอีกทั้งยังช่วยในเรื่องของโชคลาภเงินทอง เมตตามหานิยม แต่ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่พระเครื่องหรือพกเครื่องรางติดตัวอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่แล้วเมื่อถึงบ้าน หรือเวลาอาบน้ำก็จะถอดเก็บไว้บนหิ้งพระ หรือในห้องพระ บางคนก็อาจจะเก็บไว้ที่หัวเตียงซึ่งเป็นสถานที่ๆมองว่าสูงกว่าที่ทั่วไป อีกทั้งยังเป็นที่หันหัวเข้าไปนอนเวลาพักผ่อนอีกด้วย ซึ่งเวลาถอดพระหรือถอดเครื่องรางนั้น เราควรจะทำอย่างไรกับเครื่องรางและพระเครื่องที่เราเคารพบูชาดีหละ อีกทั้งการนำกลับมาห้อยคอให้ถูกต้องตามหลักแล้วนั้นต้องทำยังไงบ้าง วันนี้จะพาไปรู้จักกับวิธีที่ถูกต้องกัน

พระสมเด็จ

การห้อยพระเครื่องหรือเครื่องรางนั้นตามหลักแล้วถือว่าเป็นเรื่องของความสบายใจและเรื่องการยึดเหนี่ยวจิตใจ อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวผู้บูชาเองเวลาจะทำอะไรก็จะมีพระเครื่องหรือเครื่องรางนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความสบายใจนั่นเอง จึงไม่มีข้อห้ามหรือข้อกำหนดว่า ต้องห้อยกี่องค์ จำนวนการห้อยต้องเป็นแบบไหน เลขคู่หรือเลขคี่ ทุกอย่างนั้นล้วนอยู่ที่ความสบายใจแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือการเรียงลำดับการห้อยพระเครื่อง ซึ่งตามหลักแล้วจะเรีนงเนื้อนาบุญของพระแต่ละองค์ ตามหลักชั้นยศ อายุปี ซึ่งหากจะเรียงกันจริงๆนั้นให้เริ่มที่ พระพุทธเจ้า ต่อที่พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สุดท้ายคือ ฆราวาส เช่น พระมหากษัตริย์นั่นเอง

เครื่องราง

สิ่งที่ควรทำก่อนจะเริ่มห้อยพระนั่นก็คือ การตั้งจิตมั่นอธิษฐาน ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีพระคุณไม่มีประมาณ น้อมเอาท่านมาไว้ให้อยู่กับตัวของเราเอง หลังจากนั้นถึงสวดบทคาถาอัญเชิญพระ ซึ่งให้สวดทั้งมหด 3 จบ ด้วยกัน นั่นคือ “สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะเตเชนะ รักขังพันธามิ สัพพะโส พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ” โดยหลังจากสวดบทคาถาอัญเชิญพระแล้ว ก็ให้ขอพรโดยตั้งจิตอธิษฐานอย่างตั้งใจ “ลูก (เอ่ยชื่อ-นามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด) ในวันนี้ ขอบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงช่วยดลบันดาลให้ลูกประสบความสำเร็จสมหวังในสิ่งที่ตั้งใจไว้ด้วยเทอญ”หลังจากนั้นจึงค่อยนำพระเครื่องหรือเครื่องรางนั้นมาพกติดไว้กับตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลนั้นเอง

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเมื่อเราบูชาหรือพกพระรวมถึงเครื่องรางต่างๆติดตัวไปนั่นคือการลิงขิงหรือการลองดี เพราะเครื่องรางและพระเครื่องนั้นมีหน้าที่สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความมั่นใจว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองและป้องกันภัย ใครหลายคนหรือวัยรุ่นที่อยู่ในวัยคึกคะนองอาจจะอยากลองว่าสิ่งที่ศรัทธานั้นมีความศักดิสิทธิมากเพียงใด และนำไปใช้หรือทดลองในทางที่ผิด สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี อาจจะทำให้เกิดภัยอันตรายให้กับคนที่ลองของ หรือคนที่หาเรื่องใส่ตัวก็เป็นได้ ดังนั้นการที่เรามีพระดี เครื่องรางดีพกไว้ติดตัวนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า เรามีของดีปกป้องตัวเอง ให้คิดดี ทำดีอย่าไปสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ใคร เพียงเท่านี้สิ่งดีๆก็จะหวกลับมายังผู้เช่าแบบร้อยเท่าพันเท่าเลยก็ว่าได้

สวดมนตร์

หลังจากที่เรารู้ขถึงขั้นตอนก่อนจะใส่พระแล้ว ก่อนจะถอดพระนั้นเราก็ต้องมีขั้นตอนี่เรียกว่าการขอขมาพระรัตนตรัย เพราะระหว่างวันที่ผ่านมานั้นเราไม่อาจจะแน่ใจได้ว่า ได้กระทำสิ่งที่ดีทั้งหมดทั้งสิ้น เราอาจจะเผลอพลาดพลั้งทำให้สิ่งที่ไม่ดี รวมถึงทำให้สิ่งที่ผิดศีลธรรมแต่ไม่ได้ร้ายแรงและเลวร้ายอะไรมาก ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ก่อนจะถอดพระเราจึงต้องขอขมาต่อพระรัตนตรัย เพื่อสำนึกในความผิดที่เราอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น โดยบทสวดขอขมาพระรัตนตรัย “อุกาสะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราทัง ขะมะถะ เม ภันเต” ลูก (เอ่ยชื่อตนเอง) ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในตลอดทั้งวันนี้ ขอกราบขอบพระคุณที่เมตตาคุ้มครองลูกมาตลอดวัน ขอพระเมตตาคุ้มครองลูกตลอดคืน ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ลูกตลอดกาลนานเทอญ เพียงเท่านี้จากร้ายก็จะกลายเป็นดี จากหนักก็จะกลายเป็นเบา

ที่สำคัญที่สุด หากวันไหนลืมพกพระหรือเครื่องราง ให้ทำยังไง ไม่ต้องกังวลหากวันไหนเกิดลืมขึ้นมา เพียงแค่ทำใจให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งอาราธนาท่าน ให้ช่วยปกปักษ์รักษาและคุ้มครองให้ในระหว่างวันนี้ไม่มีเรื่องร้ายๆอันใดเกิดขึ้นกับตัวลูก พร้อมขอให้ช่วยคุ้มครองให้ผ่านวันนี้ไปได้ด้วยดี อุปสรรคปัญหาอะไรก็อย่าได้เข้ามาทำให้เดือดเนื้อร้อนในเพียงเท่านี้ก็สามารถอุ่นใจได้แล้วว่ามีพระรัตนตรัยคอยดูแลและปกป้องคุ้มครองรักษาอยู่ตลอดนั้นเอง