ชีวิตหลังความตายยังคงเป็นปริศนาและคำถามอยู่เสมอว่ามนุษย์เรา เมื่อตายแล้วไปไหน หลายคนเชื่อว่ายังมีการเดินทางที่แสนยาวไกลรอคอยอยู่ บ้างก็เชื่อว่าการตายคือจุดสิ้นสุดของทุกอย่าง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ทุกความเชื่อล้วนสอนให้คนเป็นคนดี ละเว้นความั่วกันทั้งนั้น วันนี้จะพาไปท่องโลกหลังความตายตามความเชื่อของ 3 ศาสนาหลักในประเทศไทย นั้นได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ไปดูกันว่าภายใต้ความแตกต่างของศาสนานั้น ความเชื่อในโลกหลังความตายของแต่ละศาสนานั้น จะเป็นอย่างไร

ศาสนาพุทธ

มาเริ่มต้นกันที่ศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือและเป็นศาสนาที่เก่าแก่และยาวนานศาสนาหนึ่งในไทย ตามความเชื่อนั้นหากมีใครใกล้หมดลมหายใจ ชาวพุทธจะนิยมนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ หรือทำบุญตักบาตรเพื่อให้คนที่ใกล้ละจากโลกนี้ไปแล้วได้ทำบุญมองเห็นพระได้ยินบทสวดเป็นครั้งสุดท้าย ตามความเชื่อที่ว่าก่อนตาย คนตายจะระลึกถึงสิ่งต่างๆที่เคยได้กระทำมา ตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งในจุดนี้จะถูกเรียกว่า “ศึกชิงภพ” เพราะดวงวิญญาณของคนตายหลังจากออกจากร่างไปแล้ว จะไปสู่สุขคติ คือดินแดนแห่งความสุข หรือทุกคติซึ่งเป็นดินแดนแห่งความทุกข์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้ เราจึงมักเห็นญาติพี่น้อง ให้คนที่ใกล้ตายฟังบทสวดหรือเสียงพระก่อนจะหมกลมหายใจ นั่นถือเป็นการเตรียมพร้อมก่อนจะละจากโลกนี้ เพื่อเดินทางไปโลกหน้าวิธีหนึ่ง

ความเชื่อ

แต่สำหรับใครที่เคราะห์ร้าย เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ตามความเชื่อนั้นหากไม่รู้ตัว วิญญาณเหล่านี้จะมีเวลาทั้งหมด 7 วัน เพื่อเดินทางกลับบ้าน กลับไปหาคนรัก เมื่อรู้ตัวแล้วและครบ 7 วันจะมีนายนิรยบาลมารับ ซึ่งนายนิรยบาลนั้นจะรูปร่างเป็นคน แต่มีความสูงใหญ่กล้ามเป็นมัดๆ หน้าตาหน้ากลัว สวมผ้าเตี่ยวสีแดง มือข้างหนึ่งถือหอก เพื่อทำให้เหล่าวิญญาณเกรงกลัว หลังจากมารับวิญญาณคนตายแล้ว ผู้ตายจะถุกนำพาไปสถานที่ๆเรียกว่า ยมโลก ซึ่งที่นั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ไม่ใส่เสื้อผ้า พร้อมกับเจ้าหน้าที่นายนิรยบาลคอยยืนเต็มไปหมด ป้องกันเหล่าคนตายหนี ทั้งหมดจะถูกพามาที่นี่ ไม่ว่าจะรวยหรือจะจน จะมีอำนาจมากแค่ไหน เพื่อตัดสินโทษที่ได้ทำตอนยังเป็นมนุษย์นั้นเอง

ซึ่งช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ญาติผู้ตายจะได้ทำการสวดศพ ทอดผ้าบังสกุลเพื่ออุทิศส่วนบุญต่างๆไปให้ผู้ตาย เมื่อถึงคิวตัดสินโทษของผู้ตายแล้วนั้น ผู้ตายจะถูกนำมานั่งหน้าบัลลังค์พิพากษา ซึ่งจะมีท้าวยมราช ท่านมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนทุกอย่าง เพียงแค่ตัวใหญ่ ใบหน้าดูโหดร้าย และสวมเครื่องปะดับต่างๆไม่มีเขาแบบที่เราเห็นตามหนังหรือละครตอนเด็กๆ โดยมีสุวรรณและสุวาณคอยนั่งขนาบซ้ายขวา เมื่อมาถึงทุกๆการกระทำของผู้ตายจะถูกฉายซ้ำขึ้นมาเหมือนกับาภาพยนตร์ ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะอธิบาย เพราะทุกการกระทำจะได้รับการจดบันทึกไว้หมดแล้วทั้งสิ้น

พิพากษา

หากทำชั่วเป็นส่วนใหญ่ จะถูกสั่งให้นายนิรบาลนำตัวไปรับโทษทัณฑ์ทรมาณตามนรกขุมต่างๆตามที่ตัวเองได้ทำผิดบาปไว้ตอนยังเป็นมนุษย์ แต่ถ้าทำความดี สั่งสมบุญมากๆ ก็จะมีเสื้อผ้าอาภรณ์เพิ่มขึ้นมาตอนฟังคำพิพากษา ก่อนจะถูกนำพาไปให้เสวยสุขกับผลบุญที่ทำไว้ในสวรรค์นั้นเอง ตามความเชื่อแล้ว เมื่อคนที่ตายไปได้รับผลของการกระทำทั้งดีและชั่วอยู่ในสวรรค์และนรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเวียนมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากเป็นเทพบุตร เทพธิดาบนสวรรค์ จะสามารถเลือกได้ว่าจะลงมาเกิดที่ไหน พ่อแม่เป็นใคร แต่ต้องมีบุญถึงด้วย จึงจะลงมาเกิดเป็นลูกคนที่ตั้งใจได้ ในส่วนผู้ที่หมดกรรมจากนรก ส่วนใหญ่จะต้องใช้กรรมต่อด้วยการไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัชฉาน นับภพนับชาติไม่ถ้วน ก่อนจะเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก เพราะผลบาปที่ได้สร้างไว้ในอดีตนั้นเอง

งานพิธีคริสต์

โดยตามหลักแล้ว  ชีวิตหลังความตายตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นยังมีรายละเอียดอีกมา ซึ่งทางทีมงานได้เขียนไว้ให้อ่านแล้ว ลองติดตามได้ ต่อไปเป็นความเชื่อในโลกของความตายของศาสนาคริสต์ ซึ่งในแบ่งเป็นหลายนิกาย แต่ละนิกายก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายก็แตกต่างกันออกไปด้วย ซึ่งตามหลักแล้วชาวคริสเตียนนั้น จะเชื่อในเรื่องการตายแล้วฟื้น ความตายจึงเป็นแค่การเริ่มต้นเดินทางเพื่อไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่พระเจ้าจัดสรรค์ให้นั้นเอง  ซึ่งหากแบ่งเรื่องชีวิตหลังความตายตามนิกายหลักของชาวคริสต์นั้นสามารถแบ่งได้ดังนี้

โลกหลังตาย
  • ผู้ที่นับถือนิหายโรมันคาทอลิก มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายไว้ว่า ความตายนั้นเป็นเพียงสภาวะร่างกายที่แยกออกจากกัน เมื่อคนๆหนึ่งได้ตายลงไป ร่างกายก็จะคืนกลับสู่ธรรมชาติตามเดิม ส่วนวิญญาณนั้นก็จะถูกแยกออกไปพิพากษาตามบุญและบาป ที่ตัวเองได้กระทำไว้ตอนที่ยังเป็นมนุษย์ หากทำความดีก็จะได้ขึ้นไปสวรรค์ เพื่อไปอยู่กับพระเจ้า แต่หากทำชั่วก็จะต้องตกลงไปในนรกถูกไฟนรกเผาลงโทษนั่นเอง นอกจากนี้ชาวคาทอลิกยังมีความเชื่อเรื่องกายฟื้นคืนชีพหลังจากตายไปแล้วอีกด้วย
สวรรค์
  • นิกายโปรเตสแตนส์ มีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายไว้ว่า การที่คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น แต่ชีวิตหลังความตาย คือชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งหากผู้ใดตายไปแล้วก็จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์ในที่ๆพระองค์เตรียมไว้สำหรับผู้ที่ศรัทธาต่อพระองค์เท่านั้น

สุดท้ายมาที่ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของศาสนาอิสลามกันบ้าง ตามคำสอนของศาสนานั้น ได้สอนว่า “ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย” (อัลกุรอาน 21:35) เพื่อให้ชาวมุสลิมนั้นระลึกถึงความตายเสมอว่าจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ก็ได้ และให้พร้อมรับกับวินาทีสุดท้ายของชีวิตอยู่เสมอ ซึ่งตามหลักศาสนาได้สอนไว้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นโดยกำหนดเวลาเกิดและเวลาตายไว้เรียบร้อยแล้ว มนุษย์นั้นมีเพียงชีวิตเดียว ตายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก แต่ตามความเชื่อนั้นความตาย ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกอย่าง เป็นแค่การเดินทางจากโลกนี้ไปเจออีก 3 โลก นั้นคือ ดุนยา อาลัมบัรซัค และอาคิเราะฮ์นั้นเอง

งานอิสลาม

ดุนยา หมายถึงโลกที่เราใช้อยู่อาศัยกันนั้นเอง สิ่งที่เห็นในโลกล้วนไม่จริง ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือบททดสอบความเชื่อและความยำเกรงในพระเจ้า และเมื่อตายลงไปจะไปโลกที่สองคือ อาลัมบัรซัคซึ่งเป็นชีวิตของหลุมฝังศพ ซึ่งในโลกนี้มนุษย์จะไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวมาได้เลยแม้แต่อย่างเดียว ยกเว้นความดีและความชั่ว ซึ่งตามความเชื่อของชาวมุสลิม ความดี 3 ประการที่จะมีผลต่อไปในโลกหน้าคือ การให้ทาน การเผยแพร่ความรู้ และพรที่ลูกคอยอธิษฐานให้นั่นเอง

นรก

โดยพิธีศพของชาวมุสลิมนั้น จะแปลกกว่าศาสนาอื่นคือจะใช้เวลาสั้นมากๆเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น นั้นก็เพราะต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะคนตายไม่ควรทำให้คนเป็นลำบาก อีกอย่างคือป้องกันโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากศพ อีกทั้งชาวมุสลิมมีวิธีการรักษาศพที่ต่างจากศาสนาอื่น ดังนั้นการรีบฝังจึงจำเป็นอย่างมาก และเพื่อไม่ให้ครอบครัวหรือญาติของผู้ตายเศร้าโศกนานเกินไปอีกด้วย

สุดท้ายแล้วทุกคนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนาย่อมหนีความตายไม่พ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกศาสนาต้องมีหลังจากตายจากโลกนี้ไปคือคุณงามความดี เพราะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่วิญญาณหรือผู้ตายจะพาติดตัวได้หลังจากตายไปแล้วนั้นเอง ทรัพย์สินเงินทองแม้แต่บาทเดียว ดังนั้นความดีจึงจำเป็นมากๆ รีบทำดีก่อนจะสายเกินไป.